วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเขียนบันทึก
ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/ThaiTeacher/2009/06/05/entry-1อ้างถึงที่มา  http://www.thaigoodview.com/
Posted by วาดตะวัน

    การเขียนบันทึก  คือ การเขียนบันทึกข้อมูลที่เป็นประสบการณ์

ความรู้หรือข้อความสำคัญในการจดบันทึก ต้องบอกแหล่งที่มา หรือ

 วัน เวลาที่จดบันทึกได้ด้วย

     ประเภทของการเขียนบันทึก มี ๒ ประเภท ดังนี้

        ๑)การเขียนบันทึกเหตุการณ์ เป็นการเขียนเรื่องราวที่ได้พบเห็น

เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นการบันทึกความรู้ เตือนความจำ บรรยาย

ความรู้สึก หรือแสดงข้อคิดเห็น

       ๒) การเขียนบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน เป็นการเขียนเรื่องราว

ส่วนตัวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือที่พบเห็นจากการเดินทาง เพื่อ

เตือนความจำ บันทึกความรู้ ความรู้สึก และข้อคิดเห็น

สิ่งที่ต้องมีในการบันทึกเหตุการณ์ คือ

๑)วัน เดือน ปี ที่บันทึก

๒)แหล่งที่มาของเรื่องราวที่ได้พบเห็นมา

๓)บันทึกเรื่อง โดยสรุปย่อสาระสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตน ซึ่ง

อาจจะแสดงข้อคิดเห็น และสรุปไว้ด้วย

          การเขียนบันทึกจากการค้นคว้า เป็นการสร้างนิสัยรักการอ่าน

ฝึกย่อความป้องกันการลืม และประหยัดเวลา

๒. ข้อควรปฏิบัติในการเขียนบันทึก

    ๑) ทำความเข้าใจ เรียงลำดับความคิดและเนื้อเรื่อง

    ๒) บันทึกด้วยสำนวนภาษาของตนเอง ให้อ่านง่ายและเป็นระเบียบ

    ๓) บันทึกเฉพาะสาระสำคัญ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม

เป็นต้น

    ๔) ฝึกบันทึกอย่างรวดเร็ว เช่น ใช้เครื่องหมายและอักษรย่อ ขีด

เส้นใต้หัวข้อและประเด็นสำคัญ

๓. วิธีการเขียนบันทึก

     ๑) ลำดับความให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ไม่วกวน เช่น

         ตอนบ่ายง่วงนอนเพราะดูทีวีจนดึก จึงนั่งสัปหงก มาลีชวนไป

เล่นวิ่งเปี้ยวเลยหายง่วง เลิกเรียน  แล้วกลับบ้าน และช่วยคุณแม่ทำ

กับข้าว กลางคืนทำการบ้านเสร็จ แล้วรีบเข้านอน

    ๒) ลำดับเหตุการณ์ เช่น

วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑

เวลา ๑๑.๐๐ น. เสียงร้องเพลงดังรบกวนขณะฉันกำลังดูหนังสือ

เวลา ๑๑.๓๐ น. เสียงร้องเพลงดังกว่าเดิม จึงตะโกนถามและบอกให้

ลดเสียง

เวลา ๑๑.๔๐ น. เสียงร้องเพลงดังมากขึ้นเหมือนจงใจจะแกล้งฉัน

เลยหยุดดูหนังสือ ไปทำงานอื่นแทน

     ๓) การเชื่อมโยง เช่น

  ตอนสายเสียงร้องเพลงดัง เวลาต่อมาเสียงร้องเพลงดังมากขึ้น ต่อ

มาจึงหยุดดูหนังสือ

    ๔) การเน้นใจความสำคัญ เช่น

  เริ่มเรื่อง ร้องเพลงเสียงดัง ตะโกนถาม ผล เสียงร้องเพลงดังขึ้น

  สรุป เลิกดูหนังสือ หันไปทำงานอื่น ผล เหตุการณ์สงบ

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเหตุการณ์

       กระทรวงการคลังได้ข้อยุติในมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วย

เหลือ สังคม และพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ

ไทย รมว. คลังได้สั่งให้กรมสรรพากรหักค่าลดหย่อนสำหรับการ

เลี้ยงดูบุพการี โดยคนที่เลี้ยงดูพ่อแม่ของตัวเอง สามารถนำค่าใช้

จ่ายที่เกิดขึ้นมาหักเป็น ค่าลดหย่อนได้ คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท โดย

บุพการีที่เลี้ยงดูนั้นไม่จำเป็น ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ตัวอย่างการเขียนบันทึกประจำวัน

        วันนี้ฉันไปโรงเรียนตั้งแต่ ๖.๕๔ น. เพื่อไปรดน้ำผักบุ้งที่แปลง

ผักหลังอาคารเรียน ฉันยืนมองผักบุ้งที่แตกยอดอวบงามแล้วรู้สึก

ภูมิใจมากที่ฉันสามารถปลูกผักได้งอกงามด้วยมือของตัวฉัน

       ๘.๐๐ น. เรียนวิชาภาษาไทยกับคุณครูอัญชลีพร วันนี้เราเรียน

เรื่องการใช้สำนวนภาษาในการสื่อสารกัน คุณครูอัญชลีพรให้ฉัน

ยกตัวอย่างสำนวน ๑ สำนวน ฉันยกตัวอย่างสำนวนว่า “เป็นฟืน

เป็นไฟ” ซึ่งหมายถึงอาการโกรธอย่างรุนแรง เพื่อนก็หัวเราะ และล้อ

ฉันว่าฉันคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าหากใครไปทำให้แปลงผักบุ้ง 

 เสียหาย ฉันยิ้มรับและหัวเราะ

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สร้างสมาธิในการเรียน

การสร้างสมาธิในการเรียนและการอ่านหนังสือ 

   สมาธิ คือ สภาพของจิตซึ่งจดจ่อความสนใจไปในสิ่งเดียวหรือเรื่องเดียว ไม่วอกแวกสนใจเรื่องอื่น
ประโยชน์ของสมาธิ
สมาธิในทางพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งและมีประโยชน์แก่ผู้ ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะนำไปในใช้ในการเรียนเท่านั้น สมาธิเป็นเครื่องมือที่จะทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น ทำให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี มองตนเอง มองผู้อื่น และสถานการณ์ต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง สามารถแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปสรรคของสมาธิ
สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสภาพจิตที่จดจ่อความสนใจในเรื่องราวที่กำลังศึกษา คือ สิ่งรบกวนภายนอก และสิ่งรบกวนภายใน
สิ่งรบกวนภายนอก คือ องค์ประกอบภายนอก เช่น เสียง แสง สภาพแวดล้อมที่รบกวนสมาธิ
สิ่งที่รบกวนภายใน คือ องค์ประกอบภายในตนเอง เช่น ความหิว ความอ่อนเพลีย ความวิตกกังวล การขาดแรงจูงใจในการเรียน ซึ่งรบกวนจิตใจและส่งผลต่อสมาธิ
การสร้างสมาธิในการเรียน
1. หาสถานที่สงบปราศจากเสียงรบกวนในการศึกษาหาความรู้
2. หลีกเลี่ยงแสงสว่างที่เจิดจ้าแยงตา หรือแสงที่ริบหรี่ขณะกำลังอ่านหนังสือ แสงที่สว่างกำลังดีและพอเหมาะสม่ำเสมอจะช่วยให้มีสมาธิ
3. ควรอ่านหนังสือหรือทำรายงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควรนั่งทำงานมากกว่านอนพังพาบหรือฟุบตัวอ่านหนังสือหรือเขียนหนังสือ มีวัสดุอุปกรณ์พร้อมที่จะหยิบจับมาใช้ได้ทันที เช่น มีกระดาษ ดินสอ ยางลบ จัดวางไว้ให้เป็นที่เป็นทาง โดยไม่จำเป็นต้องลุกเดินไปหยิบจากที่อื่นเพราะจะทำลายสมาธิ
4. รับประทานอาหารอย่างเพียงพอ เพราะความหิวจะเป็นตัวทำลายสมาธิ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวาย กระสับกระส่าย แต่อย่ารับประทานมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความอึดอัดและง่วงเหงาหาวนอน
5. รักษาร่างกายให้แข็งแรง โดยนอนหลับพักผ่อนวันละ 7-8 ชั่วโมงเป็นนิสัย
6. รักษาสภาพจิตให้ปราศจากความวิตกกังวล
7. มีแรงจูงใจในการเรียน คือ พยายามประยุกต์วิชาต่าง ๆ ที่เรียนมาใช้ในชีวิตประจำวันหรือในการทำงาน วางวัตถุประสงค์ระยะยาวเพื่อให้เน้นว่าวิชาต่าง ๆ มีประโยชน์อย่างไรในชีวิต
ที่มา :: http://www.unigang.com/Article/307

11 วิธีสร้างสมาธิในการเรียนรู้/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
 การมีสมาธิคือการมีจิตใจจดจ่อในสิ่งที่กำลังเรียนรู้ การมีสมาธิจะช่วยให้เราทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เทคนิคการสร้างสมาธิ มีจิตใจจดจ่อในงานที่ทำเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกับเด็กในวัยเรียน
     
       ประโยชน์ที่ได้รับจากการมีสมาธิ
     
       • มีความสงบสุขภายใน
       • มีความจำที่ดีขึ้น
       • เราสามารถควบคุมความคิดได้
       • มีความเชื่อมั่นไมตนเอง
       • มีพลังภายใน
       • มีพลังแห่งความเต็มใจ
       • มีความสามารถในการตัดสินใจ
       • มีความสามารถในการศึกษาและมีความเข้าใจอะไรง่ายขึ้นกว่าเดิม
       • ทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน
       • ไม่หมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่ดีในอดีตที่ผ่านมา
       • มีสายตาและจินตนาการที่กว้างไกลและมีประสิทธิภาพ
       • เป็นอิสระจากความคิดที่รบกวน
       • บังคับตัวเองให้คิดในสิ่งที่ดี
       • มีจิตวิญญาณที่ดี
     
       ฝึกให้มีสมาธิจดจ่อเริ่มต้นอย่างไร
     
       1. หาที่ ๆ เราสามารถอยู่ลำพังและปราศจากสิ่งรบกวน
       2. จะนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งที่เก้าอี้ก็ได้ แล้วแต่ว่าเราชอบแบบไหน
       3. นั่งหลังตรงเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาภายหลัง
       4. หายใจเข้าออกลึก ๆ 2-3 ครั้งเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
       5. เอาใจไปจดจ่อกับกล้ามเนื้อที่ละจุด และผ่อนคลาย วิธีง่าย ๆ คือคิดถึงกล้ามเนื้อแต่ละจุด จากคอไปถึงเท้า เอาจิตไปจดจ่อและผ่อนคลาย หรือเกร็งกล้ามเนื้อส่วนนั้นประมาณ 2-3 วินาที และผ่อนคลาย สัมผัสถึงความสบายนั้น เป็นการสร้างความสงบภายในอย่างหนึ่ง
       6. ฝึกทำกิจกรรมเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน
     
       กิจกรรมการสร้างสมาธิ
     
       แบบฝึกสมาธินี้สามารถทำได้ง่าย ๆ หากเราอ่านอย่างตั้งใจและปฏิบัติตาม โดยเริ่มจากกิจกรรมดังต่อไปนี้
     
       1. หยิบหนังสือมาหนึ่งเล่มนับจำนวนพยางค์ในย่อหน้าใด ย่อหน้าหนึ่งก็ได้ นับครั้งที่สองเพื่อให้แน่ใจว่าที่นับมานั้นถูกต้อง เริ่มด้วยการนับเพียงย่อหน้าใดย่อหน้าหนึ่งแล้วเพิ่มเป็นหนึ่งหน้า เริ่มการนับโดยการใช้สายตาเท่านั้นแล้วนับในใจ
       2. นับกลับจาก 100 ถึง 1
       3. นับในใจจาก 100 ถึง 1 หยุดเมื่อนับกลับมา 3 ตำแหน่ง เช่น 100, 97,94 ,91 เป็นต้น
       4. เลือกคำที่ให้กำลังใจ หรือเสียงเพลงง่าย ๆ พูดคำนั้นหรือร้องเพลงนั้นอออกมาในใจซ้ำ ๆ กันประมาณ 5 นาทีเมื่อเริ่มทำคล่องแล้วเปลี่ยนเป็น 10 นาที
       5. เลือกผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น มะม่วง แล้วสังเกตอย่างรอบด้าน มีสมาธิจดจ่อและสำรวจรูปทรงทุกแง่ทุกมุม อย่าวอกแวกให้คิดถึงมะม่วงอย่างเดียว มอง สำรวจ ดม และสัมผัส
       6. ทำกิจกรรมในข้อ 5 อีกครั้ง แต่คราวนี้ใช้วิธีการปิดตา โดยเริ่มทำกิจกรรมข้อ 5 ก่อน 5 นาทีแล้วเริ่มทำใช้วิธีการหลับตา พยายาม สัมผัส รู้สึก รับรู้ และดมผลไม้นั้นโดยไม่ใช้สัมผัสทางตา
       7. เลือกอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น ช้อน ส้อม หรือแก้ว มีสมาธิจดจ่อโดยการมองวัสดุนั้นรอบทิศทางโดยไม่พูดอะไรออกมา คิดอยู่ในใจไม่คิดออกมาเป็นคำพูด
       8. วาดรูปทรงเรขาคณิตโดยมีขนาดประมาณ 3 นิ้ว เช่นรูปทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมผืนผ้า วงกลม ระบายสีโดยใช้ความรู้สึก และมีสมาธิในรูปทรงนั้น เพียงแต่มองแต่ไม่ออกเสียงคำพูดใดออกมา ให้รูปทรงนั้นคงอยู่ในสายตาและความคิด เฝ้ามองรูปทรงนั้น ไม่ขึงตา หรือเครียด
       9. ทำกิจกรรมข้อ 8 อีกครั้งโดยใช้วิธีคำเป็นมโนภาพ ปิดตา หากลืมให้เราแอบเปิดตาดูได้
       10. ทำกิจกรรมข้อ 9 อีกครั้งแต่ใช้วิธีลืมตา
       11. ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่คิดอะไรเลย
     
       ผู้เขียนมีโอกาสอ่านสิ่งเหล่านี้จากการฝึกทำกิจกรรมการทำสมาธิโดยการฝึกทางจิต จากเวป SuccessConsciousness.com และวิธีที่จะประสบสำเร็จได้ดีที่สุด คือการฝึกปฏิบัติสม่ำเสมอ เพราะจะทำได้ง่ายขึ้นและเคยชิน หวังว่ากิจกรรมต่างๆที่กล่าวไปข้างต้นคงจะช่วยเปิดความคิดและจิตใจของผู้ อ่านบ้างไม่มากก็น้อย เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
ที่มา :: http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000041439


แนวทางการฝึกสมาธิและการเจริญสติ 

              มีแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะ เริ่มต้นฝึกปฏิบัติใหม่ เพื่อทดลองฝึกปฏิบัติ (หลังจากที่ได้อ่านแนวทางปฏิบัติทุกแนวแล้วยังงงๆ อยู่ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหน อย่างไรดี) พอจะรวบรวมได้ ๑๖ ข้อ ดังนี้ คือ


๑. เริ่มจากตื่นนอนในแต่ละวัน ให้ฝึกทำสมาธิอย่างน้อยประมาณ๑๕-๓๐ นาที แล้วจึงค่อยเพิ่มจนถึง ๑ ชั่วโมงเป็นประจำ (อาจมีการสวดมนต์ไหว้พระด้วยหรือไม่ก็ได้) การทำสมาธิจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ได้ และคำบริกรรมที่ใช้แล้วแต่ถนัด เพื่อเริ่มฝึกจิตให้มีคุณภาพ

๒. ต่อด้วยการเจริญสติ คือระลึกรู้ในการทำกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำแปรงฟัน รับประทานอาหาร หรือพบปะพูดจา ฯลฯ ทำกิจได้ก็ให้มีสติระลึกรู้และตื่นตัวอยู่เสมอทุกๆ อิริยาบถ “เดินนับเท้า นอนนับท้อง จับจ้องลมหายใจ เคลื่อนไหวด้วยสติ” หัดรู้สึกตัวบ่อยๆ

๓. ให้ฝึกทำสมาธิ สลับกับการเจริญสติเช่นนี้ ทุกๆ ๑-๓ ชั่วโมง(ระยะเวลาอาจปรับสั้นยาวได้ตามความเหมาะสม) ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่า เป็นการปฏิบัติในแนวทางที่ถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเจริญสติได้คล่องขึ้น ให้เพิ่มการเจริญสติให้มากกว่าการทำสมาธิ

๔. ศีลห้าและกุศลกรรมบถสิบอย่าให้ขาด และให้งดเว้นอบายมุขทุกชนิดตลอดชีวิต หากศีลข้อใดขาดให้สมาทานศีลห้าใหม่ทันทีโดยวิธีสมาทานวิรัติด้วยตนเอง เอาเจตนางดเว้นเป็นที่ตั้ง เพราะศีลเป็นบาทฐานของการปฏิบัติ

๕. ท่านที่มีภารกิจมากและต้องทำกิจการงานต่างๆ ที่จะต้องพบปะติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ให้หมั่นสำรวม กาย วาจา ใจ อยู่เป็นนิจ ให้มีสติระลึกรู้ อยู่กับงานนั้นๆ ขณะพูดเจรจาก็ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับการพูดเจรจานั้นๆ ตลอดเวลา เมื่ออยู่ตามลำพังก็ให้เริ่มสมาธิหรือเจริญสติต่อไป

๖. เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ  จะมีอาการเผลอสติบ่อยมาก และบางทีเจริญสติไม่ถูก หลงไปทำสมถะเข้า เรื่องนี้ในหนังสือวิมุตติปฏิปทาของท่านปราโมทย์ สันตยากร ท่านกล่าวว่า “ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานได้ จะต้องเตรียมจิตให้มีคุณภาพเสียก่อน ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ คือรู้ตัวไม่เป็น จะรู้ปรมัตถธรรมไม่ได้ เมื่อไปเจริญสติเข้าก็จะกลายเป็นสมถะทุกคราวไป ฯลฯ” ดังนั้น จึงต้องฝึกรู้ตัวให้เป็น และเมื่อใดที่เผลอหรือคิด ใจลอยฟุ้งซ่านไป ก็ให้กลับมามีสติระลึกรู้อยู่กับสภาวะปัจจุบัน ขณะที่รู้ว่าเผลอหรือรู้ว่าคิดฟุ้งซ่าน ขณะนั้นก็เกิดการรู้ที่ถูกต้องแล้ว แต่ต้องไม่ใช่การกำหนดหรือน้อมและไม่ใช่ตั้งท่าหรือจ้องหรือเพ่ง

หาก จิตมีอาการเกิดกามราคะ หรือโทสะที่รุนแรง ให้หันกลับมาอยู่กับการทำสมาธิแทนจนกว่าอาการจะหายไป แล้วเริ่มเจริญสติต่อไปใหม่ถ้าอาการยังไม่หายแสดงว่า ท่านไม่ได้อยู่กับสมาธิ ให้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิให้มั่นใหม่อีกครั้ง จนกว่าจะสงบ ความสงบอยู่ที่การปล่อยวางจิตให้พอดี ตึงไปก็เลย หย่อนไปก็ไม่ถึง ต้องวางจิตให้พอดีๆ

๗. ขณะที่เข้าห้องน้ำถ่ายทุกข์หนัก-เบา หนาว-ร้อน หิว-กระหาย ก็ให้เจริญสติระลึกรู้ทุกครั้งไป

๘. ตอนกลางวัน  ควรหาหนังสือธรรมะมาอ่าน หรือฟังเทปธรรมะสลับการปฏิบัติ ถ้าเห็นว่ามีอาการเบื่อหรืออ่อนล้า อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการตั้งใจเกินไป หรืออาจปฏิบัติไม่ถูกทางก็เป็นได้ ให้เฝ้าสังเกตและพิจารณาด้วย

๙. ให้มองโลกแง่ดีเสมอๆ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสตลอดทั้งวันไม่คิด พูด หรือทำในสิ่งอกุศล ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น ให้พูด คิด แต่ส่วนที่ดีของเขา การพูด การคิดและทำ ก็ให้เป็นไปในกุศล คือ ทาน ศีล สมาธิ และภาวนาเท่านั้น (ไม่พูดดิรัจฉานกถา) พยายามประคับประคองรักษากุศลธรรมให้เกิดและให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นเรื่อยๆ บางทีบางโอกาสอาจเห็นความโกรธโดยไม่ตั้งใจ และเห็นการดับไปของความโกรธ ซึ่งความโกรธจะเกิดขึ้นเร็วมากแต่ตอนจะหายโกรธ กลับค่อยๆ เบาลงๆ แล้วหายไปอย่างช้าๆ เปรียบได้เหมือนกับการจุดไม้ขีดที่เริ่มจุดเปลวไฟจะลุกสว่างเร็วมาก แล้วจึงค่อยๆมอดดับลงไป นั่นแหละคือการเจริญวิปัสสนา และต่อไปจะทำให้กลายเป็นคนที่มีความโกรธน้อยลง จนการแสดงออกทางกายน้อยลงๆ จะเห็นแต่ความโกรธที่เกิดอยู่แต่ในจิตเท่านั้น

๑๐. ให้ประเมินผลทุกๆ ๑-๓ ชั่วโมง หรือวันละ ๓-๔ ครั้งและให้ทำทุกวัน ให้สังเกตดูตัวเองว่า เบากายเบาใจกว่าแต่ก่อนหรือไม่เพราะเหตุใด

๑๑. ก่อนนอนทุกคืน ให้อยู่กับสมาธิในอิริยาบถนอนตะแคงขวา(สีหไสยาสน์) หรือเจริญสติจนกว่าจะหลับทุกครั้งไป ถ้าไม่หลับให้นอนดู “รูปนอน” จนกว่าจะหลับ

๑๒. เมื่อประเมินผลแล้วให้สำรวจตรวจสอบ เป้าหมาย คือ การเพียรให้มีสติระลึกรู้อยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ให้สังเกตดูว่ามีความก้าวหน้าอย่างไรบ้างหรือไม่ หากยังไม่ก้าวหน้า ต้องค้นหาสาเหตุแท้จริงแล้วรีบแก้ไขให้ตรวจสอบดูว่าท่านได้ปฏิบัติถูกทาง หรือไม่ หาสัตบุรุษผู้รู้หรือกัลยาณมิตรเพื่อขอคำแนะนำ ไม่ควรขอคำแนะนำจากเพื่อนนักปฏิบัติด้วยกัน เพราะอาจหลงทางได้

๑๓. ให้พยายามฝึกทำความเพียร เฝ้าใส่ใจในความรู้สึกให้แยบคาย(โยนิโสมนสิการ) พยายามแล้วพยายามอีก ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดว่ายากมากๆ จนกลายเป็นง่าย และเกิดเป็นนิสัยประจำตัว

๑๔. จงอย่าพยายามสงสัย ให้เพียงแต่ พยายามเฝ้าระลึกรู้ในปัจจุบันธรรมอยู่ในกายในจิต (รูป-นาม) กลุ่มปัญหาข้อสงสัยก็จะหมดความหมายไปเอง (หลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ ท่านว่า “คิดเป็นหนู รู้เป็นแมว”)  อย่าพยายามอยากได้ญาณ หรือมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น ตัวของเราเองมีหน้าที่เพียงแต่ สร้างเหตุที่ดีเท่านั้น

นัก ปฏิบัติที่คิดมาก มีปัญหามาก เพราะไม่พยายามรู้ตัว และยังรู้ตัวไม่เป็น ไม่มีสติพิจารณาอยู่ในกายในจิตของตนเอง เอาแต่หลงไปกับสิ่งที่ถูกรู้ หรือไม่ก็ไปพยายามแก้อาการของจิต

ดังนั้นจึงให้พยายามรู้ตัวให้เป็น ถ้ารู้เป็นจะต้องเห็นว่ามีสิ่งที่ถูกรู้กับมีผู้รู้ และให้พยายามมีสติพิจารณาอยู่แต่ภายในจิตของตนก็พอ ประการที่สำคัญอีกประการหนึ่งโปรดจำไว้ว่าให้รู้อารมณ์เท่านั้น อย่าพยายามไปแก้อารมณ์ที่เกิดขึ้น (วิมุตติปฏิปทา)

๑๕. จงอย่าคิดเอาเองว่า ตนเองยังมีบุญวาสนาน้อย ขอทำบุญทำทานไปก่อน หรืออินทรีย์ของตัวยังอ่อนเกินไป คิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง จงอย่าดูหมิ่นตัวเอง เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติหรือเจริญสติใหม่ๆ จะเกิดการเผลอสติบ่อยๆจะเป็นอยู่หลายเดือน หรือบางทีอาจหลายปี แต่ฝึกบ่อยๆ เข้าก็จะค่อยๆระลึกรู้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ขอให้พยายามทำความเพียรต่อไป ถ้าผิดก็เริ่มใหม่เพราะขณะใดที่รู้ว่าผิด ขณะนั้นจะเกิดการรู้ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ประการที่สำคัญ คือ ต้องเลิกเชื่อมงคลตื่นข่าว และต้องไม่แสวงบุญนอกศาสนา จงอยู่แต่ใน ทาน ศีล สมาธิและภาวนา (บุญกิริยาวัตถุสิบ) ก็พอ

๑๖. จงพยายามทำตนให้หนักแน่นและกว้างใหญ่ดุจแผ่นดินและผืนน้ำที่สามารถรองรับได้ทั้งสิ่งของที่สะอาดและโสโครก ซึ่งแผ่นดินและผืนน้ำรักชังใครไม่เป็น คือทั้งไม่ยินดี (สิ่งของที่สะอาด) และไม่ยินร้าย (ของโสโครก) ใดๆ วางใจให้เป็นกลางๆ ให้ได้ ความสำเร็จก็อยู่ที่ตรงนี้
ท่านที่รู้ตัวได้ชำนิชำนาญขึ้นแล้ว
การ เจริญสตินั่นแหละจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะหาอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์มา เป็นเครื่องมืออยู่ที่ถนัด (วิหารธรรม) ให้จิตมีสติเฝ้ารู้อย่างต่อเนื่อง


หลวง พ่อชา สุภัทโท    ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ท่อนซุงที่ลอยล่องไประหว่างสองฝั่ง ถ้าไม่ติดอยู่ข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่ช้าก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างแน่นอน”
แต่ถ้าลอยไปติดอยู่กับฝั่งใด (กามสุขัลลิกานุโยค หรือความยินดี)ฝั่งหนึ่ง (อัตตกิลมถานุโยค หรือความยินร้าย) ไม่ช้าก็คงกลายเป็นซุงผุใช้การไม่ได้เป็นแน่
 


ขอขอบพระคุณท่านผู้รู้ และพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ครับ  
 ที่มา :: http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=619.0

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554


18 ตุลาคม ค่ายคณิตศาสตร์

10 สิงหาคม วันสถาปนาโรงเรียน





วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

30 ก.ค. 54





ร่วมประชุมสัมมนาครู คศ.3 กลุ่มโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่มที่ 4

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

23 ก.ค. 54

มีบล็อกดี ๆ มาฝาก เป็น 10 ข้อควรระวังในการใช้ Social Network Services เช่น Facebook Twitter ให้มั่นใจและปลอดภัย
http://statidea.blogspot.com/2010/12/10-social-network-services-facebook.html หรือ คลิกที่ เมนูเว็บไซต์และบล็อกแนะนำได้เลย